leverage คืออะไร

เจาะลึก Leverage คืออะไร กับกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง

leverage คืออะไร

บทความนี้จะพาคุณ เจาะลึกความหมายของ Leverage คืออะไร มันทำงานอย่างไรในตลาดการเงิน และที่สำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถใช้ Leverage ได้อย่างชาญฉลาด ปลอดภัย และสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ เพื่อให้ประสบความสำเร็จควบคู่กับมีความรู้กันครับ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เราไปศึกษาพร้อมๆ กันดีกว่าครับ

Leverage คืออะไรกันนะ?

Leverage (เลเวอเรจ) หรือที่เราแปลกันว่า “การใช้คันโยก” คือการใช้เงินทุนที่กู้ยืมมา (หนี้สิน) เพื่อลงทุนในสินทรัพย์หรือดำเนินธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อ ขยายผลตอบแทน ต่อเงินลงทุนของเจ้าของ (ส่วนของผู้ถือหุ้น) ให้สูงขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ การใช้เงินคนอื่นมาสร้างผลตอบแทนให้ตัวเอง

แก่นแท้ของ Leverage: สมมติคุณมีเงิน 100 บาท และคาดว่าจะลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทน 20%

  • ไม่ใช้ Leverage: ลงทุน 100 บาท ได้กำไร 20 บาท (ผลตอบแทน 20%)
  • ใช้ Leverage: กู้เพิ่มมา 900 บาท (รวมเป็น 1,000 บาท) ไปลงทุนในธุรกิจเดียวกัน ได้กำไร 20% คือ 200 บาท สมมติว่าต้นทุนดอกเบี้ยที่จ่ายให้เจ้าหนี้คือ 10% ของเงินกู้ (90 บาท) คุณจะเหลือกำไรสุทธิ 200 – 90 = 110 บาท จากเงินลงทุนของคุณ 100 บาท เท่ากับผลตอบแทน 110%

จะเห็นได้ว่า Leverage มีอำนาจในการขยายผลกำไรได้อย่างมหาศาล

ประเภทของ Leverage:

  1. Financial Leverage (เลเวอเรจทางการเงิน):
    • เกี่ยวข้องกับการใช้หนี้สิน เช่น เงินกู้ธนาคาร หุ้นกู้ หรือหนี้ประเภทอื่น ๆ เพื่อมาลงทุนในสินทรัพย์ของบริษัท หรือเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ
    • ตัวชี้วัดสำคัญ:
      • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Debt-to-Equity Ratio – D/E Ratio): (หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น) ยิ่งสูง ยิ่งแปลว่าบริษัทพึ่งพาหนี้สินมากกว่าเงินทุนของเจ้าของ
      • อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt-to-Asset Ratio): (หนี้สินรวม / สินทรัพย์รวม) ยิ่งสูง ยิ่งแปลว่าสินทรัพย์ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากเงินกู้
      • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR): (กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี / ดอกเบี้ยจ่าย) ยิ่งสูง ยิ่งดี แสดงว่าบริษัทมีกำไรมากพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้หลายเท่า
    • ความเสี่ยง: ยิ่งมีหนี้สินสูงเท่าไร ความเสี่ยงทางการเงินจากการไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ หรือภาระดอกเบี้ยที่สูง ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
  2. Operating Leverage (เลเวอเรจทางการดำเนินงาน):
    • เกี่ยวข้องกับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ โดยเฉพาะสัดส่วนของต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) เทียบกับต้นทุนผันแปร (Variable Costs)
    • ธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูง (เช่น โรงงานที่มีการลงทุนเครื่องจักรขนาดใหญ่, ธุรกิจสายการบินที่มีค่าเช่าเครื่องบินสูง) จะมี Operating Leverage สูง
    • ผลกระทบ: หากยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย กำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยไปในปริมาณการผลิตที่สูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากยอดขายลดลง ธุรกิจก็จะขาดทุนอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำนวนมาก

ทำไมต้องใช้ Leverage?

  • เพิ่มผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE): เป็นแรงจูงใจหลักในการใช้ Financial Leverage เนื่องจาก ROE สามารถเพิ่มขึ้นได้แม้กำไรสุทธิจะคงที่ แต่มีหนี้สินเพิ่มขึ้น
  • ขยายขนาดธุรกิจ/การลงทุน: ช่วยให้สามารถลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากเกินกว่าเงินทุนที่มี
  • ลดภาระภาษี: ดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้สินสามารถนำไปหักภาษีได้ ทำให้ลดภาระภาษีของบริษัท
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน: หากธุรกิจสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ย (Cost of Debt) การใช้ Leverage ถือเป็นการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงจากการใช้ Leverage:

แม้ Leverage จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็เป็นดาบสองคมที่สามารถขยายผลการขาดทุนได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน การทำความเข้าใจกลไกของ Leverage และการนำกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงมาใช้อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จาก “คันโยก” นี้ได้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน

  1. ประเมินความสามารถในการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ:
    • พิจารณากระแสเงินสด: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าธุรกิจมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เพื่อรองรับภาระดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องชำระคืน
    • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR): ควรมีค่าสูงพอ (เช่น มากกว่า 2-3 เท่า) แสดงว่าธุรกิจมีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีมากพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้หลายเท่า
    • อัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA: (หนี้สินรวม / กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ใช้เพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
  2. กระจายแหล่งเงินทุน:
    • ไม่ควรพึ่งพาแหล่งเงินกู้เพียงแหล่งเดียว ลองพิจารณากู้จากหลายสถาบัน หรือใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เช่น หุ้นกู้ ระยะสั้น/ยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่แหล่งเงินทุนใดแหล่งหนึ่งมีปัญหา
  3. บริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย:
    • หากมีหนี้สินจำนวนมากและมีสัดส่วนของหนี้ลอยตัวสูง ควรพิจารณาทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เช่น Interest Rate Swap (การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย) หรือ Fixed Interest Rate Agreements (การทำข้อตกลงอัตราดอกเบี้ยคงที่) เพื่อลดความผันผวนของดอกเบี้ยจ่าย
    • อาจพิจารณาการกู้ยืมในระยะยาวเพื่อล็อคอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเปรียบเทียบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด
  4. กำหนดระดับ Leverage ที่เหมาะสม:
    • ไม่มีอัตราส่วน Leverage ที่ตายตัวว่าดีที่สุด แต่ควรพิจารณาจากอุตสาหกรรม, ลักษณะธุรกิจ (ความมั่นคงของรายได้), วงจรเศรษฐกิจ, และเป้าหมายของบริษัท
    • ธุรกิจที่มีรายได้มั่นคงและคาดการณ์ได้ (เช่น สาธารณูปโภค) อาจรับ Leverage ได้สูงกว่าธุรกิจที่มีรายได้ผันผวน (เช่น เทคโนโลยี, การก่อสร้าง)
    • เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อดูว่าระดับ Leverage ของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติหรือไม่
  5. สร้างเงินทุนสำรอง (Cash Reserves):
    • การมีเงินสดสำรองเพียงพอจะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ยอดขายลดลงชั่วคราว การขึ้นของอัตราดอกเบี้ย หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์หรือผิดนัดชำระหนี้
  6. ประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุน:
    • หากใช้ Leverage เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง (เช่น หุ้นรายตัว, อสังหาริมทรัพย์เก็งกำไร, สกุลเงินดิจิทัล) ควรตระหนักว่าความเสี่ยงจากการขาดทุนจะถูกขยายผลตามไปด้วย และควรมีแผนการจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “เจาะลึก Leverage คืออะไร กับกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง” ที่เราได้นำมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้กัน คิดว่าน่าจะเป็นเนื้อหาที่ช่วยให้เทรดได้ดีขึ้นนะครับ

Categories: Business